เล่าเรื่องอย่างไรให้แบรนด์ดัง (Storytelling)

 

 

เล่าเรื่องอย่างไรให้แบรนด์ดัง

 

หลายๆคน สงสัยว่า จะเล่าเรื่องอย่างไร ให้แบรนด์ดัง เห็นมีการพูดถึงกันเยอะ แต่ไม่มีไอเดียเลย  ทำไมแบรนด์อื่นเขาถึงคิดได้ แล้วคิดได้ดี จนสร้างยอดขายได้

 

กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร

เราจำเป็นที่จะต้องสนิทกับกลุ่มเป้าหมายของเรา ไม่ใช่เพียงแค่รู้จัก สนิทได้อย่างไร? แต่ยังต้องคุยกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรู้เรื่องใช้ภาษาเดียวกัน ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างไร และเรื่องราวแบบไหนที่กลุ่มเป้าหมายกำลังสนใจอยู่ในขณะนั้น  ถ้าเราสนิทกับกลุ่มเป้าหมาย จะทำให้เรามี Emotion หรือ อารมณ์ร่วมกลับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น  ผมกำลังจะขาย ครีมทาส้นเท้าแตก ผมต้องรู้จักว่า ใครคือผู้ที่จะต้องซื้อ เช่น คนที่ยืนนานๆ เดินมากๆ น้ำหนักมาก ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะเป็นแผลไม่ได้ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ค่อยนำมาเล่าเป็นเรื่องราว ประมาณว่า คนอ้วน กำลังทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ได้ตามลำดับ เจาะกลุ่มไปให้ชัด

 

 

จะแก้ปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร

เมื่อเรารู้จัก กลุ่มเป้าหมายดี เราจะทราบเลยว่า เขากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ และสามารถเอาสินค้าหรือบริการของเราไปตอบโจทย์ได้  ส้นเท้าแตกนั้น ต้นเหตุเกิดจากอะไร อาจจะเกิดจากการขาดน้ำ ผิวขาดความชุ่มชื้น  มีน้ำหนักมาก และหากปล่อยไว้นานๆ แตกลึกมากขึ้นจะเป็นอันตรายกับร่างกายของเราอย่างไร ดังนั้นควรจะต้องใช้สินค้าตัวนี้เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นของส้นเท้า ทำให้แผลร่องลึกกลับมาเรียบเนียนได้

 

 เล่าเรื่องจากเรื่องใกล้ตัว

เรื่องราวต่างๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นเรื่องที่เคยเจอกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัว และดึงเข้าปัญหาต่างๆ  ประกอบกับวิธีแก้ การให้ความรู้มีหลายๆ โฆษณาเนื้อหาอีกทางนึง พอจะพูดถึงสินค้า ก็พูดเอาดื้อๆ ปิดการขาย ผมเห็นมาค่อนข้างเยอะ แบบนี้คนดูไม่อินนะครับ ต่อให้ไปเผยแพร่ในช่องทางที่หนาแน่น ก็ไม่ก่อให้เกิดการแชร์ หรือบอกต่อ เท่ากับว่า ไม่ได้ประสิทธิภาพ หรือแปลตรงๆตัวเลย ก็คือ เสียเงินเปล่าครับ

 

ยกตัวอย่างเช่น ผมจะทำโฆษณา ให้ยาสระผมยี่ห้อหนึ่ง สรรพคุณ ก็เหมือนทั่วๆไป หวีง่าย นุ่ม มีน้ำหนัก เงางาม  ใช้แล้วหัวหอม เพราะเป็น Perfume ผมจะยกมาแค่ประเด็นเดียว คือ Perfume  ยกสถานการณ์ดังนี้คือ ตอนเด็กๆผมซน ชอบเล่นตีลังกากลางสนามหญ้า  มีอยู่ชอตนึง คิดท่าตีลังกาใหม่ๆได้ บอกให้ทุกคนดู ทุกคนพร้อมดูในความเก่งของผม ทั้งๆที่มีเสียงเตือนมาอยู่แล้วว่า “ระวังขี้หมานะ”  ผมไม่ทันระวัง ตีลังกาไปเต็มที่ หัวไปจิ้มขี้หมาเปียก เต็มๆ สุดท้ายแม่ยิ้ม แล้วพาไปอาบน้ำสระผม  และมากินข้าวเย็นกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงกลุ่มลูกค้า ที่เป็นครอบครัว เป็นต้น

 

 

เมื่อมีแผนตั้งต้นในการคิด เนื้อหาในการทำ Storytelling แล้ว ที่เหลือก็คือการฝึกฝน เริ่มแรกอาจจะยังไม่คม ยังไม่เป็นที่น่าสนใจ แต่ถ้าฝึกไปเรื่อยๆ เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปจ้างเอเจนซี่ในราคาแพงๆ คิดให้เราอีกต่อไป

 

เรา บริษัท DM Creative Content

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี !

Visitors: 64,342